micky Article


การเขียนย่อหน้า

http://www.pccl.ac.th/files/101217099455573_1109070880113.doc

ดาวน์โหลด

 เอกสารประกอบการเรียนรู้

เรื่อง การเขียนย่อหน้า (paragraph writing)

                                                                            คุณครูนันทกา  พหลยุทธ ผู้เรียบเรียง

 

                ย่อหน้า (paragraph) หมายถึง กลุ่มของประโยคซึ่งแสดงความสัมพันธ์กัน กลุ่มประโยคเหล่านี้แสดงความคิดซึ่งมีความสัมพันธ์กันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีความคิดสำคัญความคิดหนึ่ง และความคิดอื่น ๆ สนับสนุนหรือขยายความคิดสำคัญนั้น ดังนั้นย่อหน้าจึงเป็นเครื่องหมายแสดงความคิดใหม่ มีส่วนประกอบ อย่างน้อย ๒ ส่วน คือ ประโยคใจความสำคัญ และประโยคสนับสนุน/ประโยคขยาย หรือมีส่วนประกอบ ๓ ส่วน คือ ประโยคใจความสำคัญ ประโยคสนับสนุน/ประโยคขยาย และประโยคสรุป

                ๑. ประโยคใจความสำคัญ (topic sentence) เป็นประโยคที่แปรมาจากความคิดหลัก (main idea) ที่มีเพียงประการเดียวเท่านั้น จะปรากฏที่ใดที่หนึ่งของย่อหน้า ได้แก่ อยู่ตอนต้นย่อหน้า ตอนท้ายย่อหน้า ทั้งตอนต้นและตอนท้ายย่อหน้า ตอนกลางย่อหน้า และปรากฏเป็นความคิดแฝงอยู่ในประโยคอื่น ๆ
                                 ๒. ประโยคสนับสนุน/ประโยคขยาย (supportive sentence) เป็นประโยคขยายความคิดหลักหรือประโยคใจความสำคัญให้เข้าใจชัดเจน โดยการให้รายละเอียด การให้ความหมายของคำ การให้ตัวอย่าง การชี้แจงแสดงเหตุผล หรือการอธิบายเปรียบเทียบ ซึ่งต้องเขียนให้เรียงตามลำดับเรื่อง สถานที่ เหตุการณ์และเหตุผล
                                ๓. ประโยคสรุป (ending sentence) เป็นประโยคสรุปโดยกล่าวถึงความคิดหลักของเรื่องที่เขียน
                จากส่วนประกอบของย่อหน้าที่ประกอบด้วยประโยคใจความสำคัญ และประโยคสนับสนุน สามารถนำมาสร้างย่อหน้าได้ ๕ รูปแบบ คือ
                                ๑. รูปแบบที่ ๑ ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้นย่อหน้า ประโยคสนับสนุนเขียนขยายความต่อเนื่องไปตามลำดับ

                ๒. รูปแบบที่ ๒ ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้ายย่อหน้าโดยมีประโยคสนับสนุนนำมาก่อน                      ๓. รูปแบบที่ ๓ ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้น และตอนท้ายย่อหน้า มี   ประโยคสนับสนุนอยู่ระหว่างประโยคใจความสำคัญทั้งสอง
                                ๔. รูปแบบที่ ๔ ประโยคใจความสำคัญอยู่กลางย่อหน้า โดยมีประโยคสนับสนุนอยู่ตอนต้นและตอนท้ายของย่อหน้า
                                ๕. รูปแบบที่ ๕ เป็นการเขียนย่อหน้าที่ไม่ปรากฏประโยคใจความสำคัญ มีแต่ความคิดสำคัญซึ่งแฝงอยู่ในย่อหน้า ย่อหน้าแบบนี้จะประกอบด้วยประโยคสนับสนุนที่ให้รายละเอียดต่าง ๆ ต่อเนื่องไปเท่านั้น ผู้อ่านจะต้องเป็นผู้ประมวลความคิดสำคัญ                  

 ย่อหน้าหนึ่ง ๆ ควรมีความยาวประมาณ ๔ บรรทัด หรือ ๑๐๐ คำเป็นอย่างน้อย แต่ไม่ควรเกิน ๘ หรือ ๑๐ บรรทัด หรือประมาณ ๒๐๐-๒๕๐ คำ ย่อหน้าที่ไม่ยาวมากนักจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดได้ชัดเจนว่าผู้เขียนต้องการพูดเรื่องอะไร เรื่องนั้น ๆ มีความคิดอะไรสนับสนุนบ้าง  เนื่องจากย่อหน้าสั้นนั้นมุ่งแสดงความคิดสำคัญของความคิดเดียว ไม่ซับซ้อน การแบ่งย่อหน้าได้ดีจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ดีขึ้น

ย่อหน้าแต่ละชนิดจะมีลักษณะต่างกันตามเนื้อหาที่ปรากฏ สามารถแบ่งย่อหน้าได้เป็น ๔ ชนิด คือ ย่อหน้านำความคิด ย่อหน้าโยงความคิด ย่อหน้าแสดงความคิด และย่อหน้าสรุปความคิด ดังรายละเอียด

                ๑. ย่อหน้านำความคิด เป็นย่อหน้าที่ใช้บอกวัตถุประสงค์สำคัญของเรื่อง บอกความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อต่าง ๆ บอกขอบเขตที่จะอภิปรายหรือบอกว่าจะพูดเรื่องนั้น ๆ ในแง่ใด  สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจลักษณะของเรื่อง ทำให้เกิดความสนใจเรื่องก่อนที่จะพิจารณาแต่ละหัวข้อในรายละเอียด ย่อหน้าชนิดนี้ต้องเขียนอย่างตรงประเด็นและสั้น

                ๒. ย่อหน้าโยงความคิด เป็นย่อหน้าที่ทำหน้าที่โยงความคิดระหว่างย่อหน้าเข้าด้วยกันในกรณีที่ย่อหน้าทั้งสองเป็นคนละเรื่อง ย่อหน้าโยงความคิดจึงทำหน้าที่บอกความคิดซึ่งดูไม่เกี่ยวข้องกันนั้นเกี่ยวข้องกันในแง่ใด กล่าวคือทำหน้าที่สรุปความคิดความคิดในย่อหน้าก่อน และนำความคิดที่จะเขียนในย่อหน้าที่ตามมา ย่อหน้าชนิดนี้เขียนสั้น ๆ เพียงสองสามประโยคก็พอ เพราะไม่มีเนื้อหาในตัว

                ๓. ย่อหน้าแสดงความคิด ย่อหน้าชนิดนี้เป็นย่อหน้าที่สำคัญที่สุด ทำหน้าที่แสดงความคิดแต่ละความคิดให้แจ่มแจ้ง แต่ละย่อหน้าแสดงความคิดสำคัญเพียงความคิดเดียว ถ้าความคิดที่ต้องการอธิบาย หรือบรรยายมีไม่มากก็อาจรวมหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อยของหัวข้อใหญ่นั้นเข้าไว้ในย่อหน้าเดียวกัน ถ้าหัวข้อย่อยแต่ละหัวข้อมีเนื้อหาที่ต้องอธิบายมาก ย่อหน้าหนึ่ง ๆ ก็ใช้แสดงความคิดในหัวข้อย่อยเพียงหัวข้อเดียว
                ย่อหน้าแสดงความคิดเป็นย่อหน้าที่สำคัญและใช้มากที่สุดในการเขียนเรื่อง  แก่นของแต่ละย่อหน้าได้แก่ประโยคที่เป็นความคิดหลักซึ่งผู้เขียนกำหนดขึ้นในการวางหัวข้อ ประโยคที่แสดงความคิดหลักหรือความคิดสำคัญนี้อาจอยู่ตอนต้น ตอนท้าย หรือตอนใดตอนหนึ่งของย่อหน้า หรืออาจปรากฏเป็นความคิดแฝงอยู่ในประโยคอื่น ๆ

               ๔. ย่อหน้าสรุปความคิด ย่อหน้าชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องมีเสมอไป ถ้าเป็นงานเขียนสั้น ๆ อาจไม่ต้องสรุปเป็นย่อหน้า แต่ใช้ประโยคเดียว หรือถ้าได้ความสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้วก็ไม่ต้องมีข้อความสรุป ถ้าผู้เขียนต้องการใช้ย่อหน้าชนิดนี้ต้องระวังอย่าให้เป็นเพียงการย่อเรื่อง และถ้าเรื่องซับซ้อนต้องการย่อให้เห็นได้ง่ายเพื่อเป็นการทบทวนก็ต้องเขียนให้สั้นที่สุด ย่อหน้าสรุปความคิดไม่ใช่ย่อความ แต่เป็นวิธีจบเรื่องให้ผู้อ่านติดใจ ซึ่งอาจสรุปเรื่องทั้งหมดเป็นหลักสากลหรือข้อสังเกต ชี้ให้เห็นว่าเรื่องนั้นสำคัญและต้องรีบแก้ไข ชี้ให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรนำไปปฏิบัติ ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญอื่น ๆ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรคิด ย่อหน้าชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นการแนะนำให้มีการคิดต่อไปในเรื่องอื่น ๆ แต่ในเนื้อหาในส่วนที่พูดไปแล้วผู้อ่านต้องรู้สึกว่าจบในตัว ไม่มีปัญหาในส่วนนั้นอีก                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                           

ลักษณะของย่อหน้าที่ดีควรคำนึงถึงลักษณะ ๕ ลักษณะ ดังนี้  ๑) ความเป็นเอกภาพ ๒) การมีสัมพันธภาพ ๓) การมีสารัตถภาพ ๔) ความแตกต่าง และ๕) ความสมบูรณ์

 ๑. ความเป็นเอกภาพหรือความเป็นหนึ่ง (unity) หมายถึง เป็นหนึ่งในด้านความคิด หรือแสดงความคิดที่สำคัญที่สุดความคิดเดียว ความคิดอื่น ๆ เป็นความคิดย่อยที่สนับสนุนหรืออธิบายความคิดที่สำคัญนั้น นอกจากเรื่องความคิดแล้วความเป็นหนึ่งยังหมายถึงเป็นหนึ่งในด้านความเสมอต้นเสมอปลายของทัศนคติ โวหาร น้ำเสียงที่มีต่อความคิดนั้น ๆ ด้วย สรุปได้ว่าย่อหน้าที่มีเอกภาพ ได้แก่ย่อหน้าที่มุ่งประเด็นเฉพาะประเด็นเดียว รายละเอียดต่าง ๆ มีไว้เพื่อขยายความ อธิบาย สนับสนุนประเด็นดังกล่าว ความคิดที่มีอยู่ในทุกประโยคต้องเป็นความคิดที่จำเป็นจริง ๆ ในการอธิบายหรือสนับสนุนความคิดหลัก และต้องเขียนด้วยน้ำเสียงที่เหมาะกับเรื่อง

 ๒. การมีสัมพันธภาพหรือความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน (coherence) เป็นการจัดระเบียบความคิดว่าประโยคใดต้องอยู่ก่อน ประโยคใดมาทีหลัง วิธีจัดประโยคให้มีความสัมพันธ์กันนั้นเป็นการจัดในแง่เหตุผลก็มี ในแง่อารมณ์ก็มี แต่ละแบบก็มีการจัดระเบียบความคิดชนิดต่าง ๆ เช่น การจัดลำดับในแง่เวลา ในแง่สถานที่ การจัดลำดับทางเหตุผล การประเมินค่าความคิด เป็นต้น

                     ความสัมพันธ์ระหว่างประโยคจะเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้คำเชื่อมชนิดต่าง ๆ โดยแบ่งตามวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนต้องการแสดง มีดังนี้

                 ๑. แสดงการเสริม ย้ำ และนับ เช่นคำว่า นอกจากนั้น แล้วก็ ยิ่งกว่านั้น ประการต่อไป อีกด้วย

 ๒. แสดงการเปรียบเทียบ เช่นคำว่า ในทำนองเดียวกัน เหมือนกัน ราวกับ ดูประหนึ่ง

                 ๓. แสดงการยอมรับ เช่นคำว่า ถือได้ว่า เท่ากับยอมรับว่า เชื่อได้ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แสดงว่า แน่ใจได้ว่า

                  ๔. แสดงการสรุป  เช่นคำว่า ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อเป็นดังนั้น ในที่สุด ถึงกระนั้น กล่าวโดยย่อ อีกนัยหนึ่ง

                  ๕. แสดงการเปรียบเทียบ เช่นคำว่า ตรงกันข้าม แทนที่จะ เว้นแต่ แม้ว่า ทั้ง ๆ ที่
                                  ๖. แสดงการขยายความ เช่นคำว่า ดังจะได้กล่าวต่อไป ท่านจะเห็นได้ว่า ตัวอย่างเช่น

                  ๗. แสดงการทวนความคิด เช่นคำว่า ดังได้กล่าวมาแล้ว ถ้าสิ่งที่กล่าวมาแล้วถูกต้อง เท่าที่อธิบายมาทั้งหมด

                  ๘. บอกเวลาหรือสถานที่ เช่นคำว่า หลังจากนั้น ต่อมา ก่อนนั้น ต่อไป ในทันใดนั้น ในขณะนั้น ทางด้านขวา เหนือขึ้นไป ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ตั้งแต่บัดนั้น ในตอนท้าย

 ๓. การมีสารัตถภาพ (emphasis) หรือการเน้นความหรือย้ำความ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเรื่องบางเรื่องสำคัญกว่าเรื่องอื่น ๆ ความสำคัญดังกล่าวแสดงได้ด้วยตำแหน่งของประโยค และปริมาณการแสดงความคิดนั้น ประโยคที่จะทำให้ผู้อ่านสนใจมากได้แก่ประโยคที่อยู่ต้นย่อหน้าหรือท้ายย่อหน้า ประโยคที่อยู่ตอนท้ายย่อหน้าจะทำให้ผู้อ่านสนใจมากกว่าประโยคที่อยู่ในตำแหน่งอื่น ๆ ของย่อหน้า เพราะผู้อ่านมักจะต้องการทราบใจความโดยสรุปของย่อหน้า และมักหวังว่าผู้เขียนจะสรุปไว้ในตอนท้าย ๆ  ในด้านปริมาณการแสดงความคิด ผู้อ่านจะเห็นว่าความคิดใดสำคัญก็โดยการอธิบายความคิดนั้นอย่างละเอียดมากกว่าความคิดอื่น ใช้เนื้อที่ของย่อหน้ามากกว่าความคิดอื่น

   ๔. ความแตกต่าง (varieties) เป็นการเขียนประโยคที่มีความสั้น ความยาวที่ต่างกัน กล่าวคือ ในการสร้างรูปประโยคควรให้ต่างกันไปในเรื่องของความสั้น ความยาวของประโยคซึ่งจะทำให้ย่อหน้านั้น ๆ ชวนอ่าน ถ้ามีแต่ประโยคสั้น ๆ ไปทั้งหมด หรือประโยคยาว ๆ ทั้งย่อหน้าจะทำให้ย่อหน้านั้น ๆ มองดูไม่งาม ไม่น่าอ่าน เพราะเป็นการใช้วิธีเขียนแบบเดียวกัน
                    ๕. ความสมบูรณ์ (completion) เป็นการเขียนเนื้อความที่ขยายรายละเอียดความคิดสำคัญได้ครอบคลุม ได้ครบถ้วน และชัดเจน

วิธีการเขียนย่อหน้า หัวใจของการเขียนย่อหน้าอยู่ที่การแสดงความคิดหลักให้ชัดเจน กระบวนการเขียนย่อหน้าจึงมีจุดเพ่งเล็งที่ประโยคใจความสำคัญส่วนประโยคขยายหรือประโยคสนับสนุนล้วนเกี่ยวเนื่องกับประโยคใจความสำคัญ
                การเขียนประโยคใจความสำคัญมีวิธีการเขียน ๔ ประการ ดังนี้
                ๑. ประโยคใจความสำคัญต้องมีขอบเขตเนื้อหาพอเหมาะสำหรับการเขียนให้ชัดเจนในย่อหน้าเดียว ไม่ควรกำหนดประโยคใจความสำคัญที่มีขอบเขตกว้างขวาง และลึกซึ้งเกินกว่าจะเขียนในย่อหน้าเดียวกัน
                ๒. ประโยคใจความสำคัญต้องนำความคิดให้ลื่นไหล กล่าวคือสามารถเขียนขยายความได้งาย มีประเด็นแจ่มชัด เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ใจความในประโยคอาจมีลักษณะเป็นข้อสรุปซึ่งง่ายต่อการเขียนขยายเชิงเหตุผล หรืออาจเป็นข้อเท็จจริงซึ่งง่ายต่อการเขียนขยายในเชิงให้ข้อมูลรายละเอียด
                ๓. ประโยคใจความสำคัญต้องเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ควรเป็นประโยคคำถาม เพราะอาจทำให้สื่อความหมายไม่ชัดเจน และเป็นการเขียนที่มีลูกเล่นซึ่งใช้ในการเขียนที่ไม่เป็นทางการ
               ๔. ประโยคใจความสำคัญต้องเป็นประโยคพื้นฐานที่มีใจความเดียว เพื่อช่วยให้เรื่องมีเอกภาพ
                การเขียนขยายหรือสนับสนุนประโยคใจความสำคัญมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ เช่น ประสงค์ให้มโนทัศน์เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ประสงค์ให้รายละเอียดเพื่อกำกับประเด็นให้ชัดเจน ประสงค์ให้ข้อสรุปแก่ปรากฏการณ์ที่แสดงมา ประสงค์เสนอข้อสรุปที่มีเหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น ประสงค์แสดงสาเหตุหรือผลลัพธ์ ประสงค์แสดงข้อเปรียบเทียบ เป็นต้น การเขียนขยายหรือสนับสนุนประโยคใจความสำคัญมีดังนี้
                ๑. ขยายด้วยการอธิบาย  ประโยคใจความสำคัญที่เป็นบทนิยาม (การให้คำจำกัดความ) มักมีการขยายความในลักษณะที่จะทำให้เกิดมโนทัศน์ที่ชัดเจน โดยการอธิบายรายละเอียด การยกตัวอย่าง  หรือจำแนกลักษณะที่กำลังนิยามออกจากสิ่งอื่น
                ๒. ขยายด้วยการให้รายละเอียด ใช้ในการอธิบายแจกแจงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรืออาจใช้แสดงขั้นตอน กระบวนการ
                ๓.กาลเทศะความในประโยคอาจมีลักษณะเป็นกี่ ขยายด้วยการให้เหตุผล ใช้ในการเขียนแสดงความคิดเห็น หรือวิเคราะห์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
                ๔. ขยายด้วยการยกตัวอย่าง มักใช้ร่วมกับวิธีการอธิบายให้รายละเอียด การให้คำจำกัดความ
เป็นต้น
                ๕. ขยายด้วยการเปรียบเทียบ ใช้ในการเปรียบความเหมือนหรือความแตกต่างระหว่างของสองสิ่ง์เรื่องใดเรื่องหนึ่งณะที่กำลังนิยามออกจากสิ่งอื่น ประสงค์แสดงข้อเปรียบเทียบ เป็นต้น

ขั้นตอนของการเขียนย่อหน้า หรือเรียงความน้อย ๆ เรื่องหนึ่ง ประกอบด้วย ๑) คิดเรื่องที่จะเขียน
๒) แปรความคิดที่จะเขียนเป็นประโยคใจความสำคัญ ๓) เขียนโครงเรื่องเป็นข้อความสั้น ๆ ๔) เขียนโครงเรื่องเป็นประโยคสนับสนุน ๕) เรียบเรียงเป็นยอหน้า และ ๖) ทบทวนเพื่อแก้ไขหรือเพิ่มเติม มีรายละเอียด ดังนี้
                                ๑. คิดเรื่องที่จะเขียน โดยคิดว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่สนใจ มีความรู้ และเรื่องที่คิดต้องมีเอกภาพ ต่อจากนั้นลองตั้งคำถามและคิดหาคำตอบของคำถามเท่าที่จะหาได้ แล้วจึงนำความคิดเหล่านั้นมาเขียนเป็นประโยคใจความสำคัญ
                                ๒. แปรความคิดที่จะเขียนเป็นประโยคใจความสำคัญ ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้ ๑) มีความคิดเพียงประการเดียว ๒) มีเนื้อความครอบคลุมเนื้อหาของประโยคอื่น ๆ ในย่อหน้าทั้งหมด และ ๓) เขียนเป็นประโยคสมบูรณ์

               ๓. เขียนโครงเรื่องเป็นข้อความสั้น ๆ ซึ่งใช้ขยายประโยคใจความสำคัญ มีลักษณะถูกต้อง เหมาะสม เป็นเหตุเป็นผลครอบคลุมและเรียงตามลำดับ

                ๔. เขียนโครงเรื่องเป็นประโยคสนับสนุน ซึ่งเป็นประโยคสมบูรณ์ใช้ขยายประโยคใจความสำคัญ
                                ๕. เรียบเรียงเป็นยอหน้า โดยนำประโยคใจความสำคัญและประโยคสนับสนุนมาเรียบเรียงต่อเนื่องให้กลมกลืนกัน แล้วเพิ่มเติมรายละเอียดให้ความสมบูรณ์ ใช้คำเชื่อมประโยคให้สัมพันธ์กัน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงการใช้ภาษาทั้งระดับคำและระดับประโยค
                                ๖. ทบทวนเพื่อแก้ไขหรือเพิ่มเติม โดยตรวจสอบว่าการขยายความนั้นชัดเจน มีความต่อเนื่อง สอดคล้อง สำนวนภาษากระชับ ชัดเจน สละสลวยเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง การใช้คำถูกต้องตามหลักเกณฑ์และการเขียนพยัญชนะ สะกดการันต์ การเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บรรณานุกรม 

 

โชษิตา  มณีใส. (๒๕๕๓).การใช้ภาษาไทยเพื่อประสิทธิผล.กรุงเทพ ฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ปรีชา  ช้างขวัญยืน. (๒๕๒๕). ศิลปะการเขียน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิชาการ.

พิมพันธ์  เดชะคุปต์, พเยาว์  ยินดีสุข และราเชน  มีศรี. (๒๕๕๓). การสอนคิดด้วย         โครงการ: การเรียนการ
                สอนแบบบูรณาการ.
พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร:             โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สามารถ  ศักดิ์เจริญ.  (๒๕๕๓). การเขียน. ในจุไรรัตน์  ลักษณะศิริ และบาหยัน  อิ่มเจริญ (บรรณาธิการ).
                ภาษากับการสื่อสาร
. (หน้า ๑๘๑-๒๔๘). พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
                ศิลปากร.
สุจริต  เพียรชอบ. (๒๕๓๙). ศิลปะการใช้ภาษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว.
อร่าม  อินพุ่ม. (๒๕๔๗). กลวิธีการเขียนเรียงความประกวดพร้อมตัวอย่างเรียงความชนะเลิศ. กรุงเทพ ฯ:
                สำนักพิมพ์ด้วยรัก.  




รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Size : 10.93 KBs
Upload : 2011-06-01 16:17:46
ติชม

กำลังแสดงหน้า 1/0
<<
1
>>

ต้องการให้คะแนนบทความนี้่ ?

1
คะแนนโหวด
สร้างโดย :


micky
รายละเอียด Share
สถานะ : ผู้ใช้ทั่วไป
ภาษาไทย


โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี :: http://www.pccl.ac.th
216 ม.1 ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี 15120 โทร. 036650260-1 E-mail pccllopburi@hotmail.com


Generated 0.725292 sec.