tk Article


ไบโอแก๊ส พลังงาน จาก 'ขี้หมู' ของดี...ที่ครู tk ขอบอก
ไบโอแก๊ส พลังงาน จาก 'ขี้หมู'

เพราะยุคนี้เป็น “ยุคพลังงานแพง” ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แก๊ส อีกทั้งยังเป็น “ยุคโลกร้อน” สภาวะแวดล้อมทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย กำลังย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ดังนั้น การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า-อย่างประหยัด การใช้พลังงานทดแทน-พลังงานจากเศษสิ่งต่าง ๆ ที่แปรเป็นพลังงาน รวมถึงการใช้พลังงานในรูปแบบที่ช่วยลดมลพิษได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งเพื่อเป็นการประหยัด เพื่อเศรษฐกิจชาติ และเพื่อสิ่งแวดล้อม

“ไบโอแก๊สจากขี้หมู” ยุคนี้ก็ “มิใช่สิ่งที่น่าขำ”
เพราะช่วยประหยัด-ช่วยในด้านสิ่งแวดล้อมได้ !!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ส่งทีมร่วมคณะสื่อไปดูการนำมูลสุกรหรือขี้หมูมาทำเป็นไบโอแก๊สหรือ “แก๊สชีวภาพ” และ “ผลิตกระแสไฟฟ้า” ที่ฟาร์มแห่งหนึ่งที่ จ.กาญจนบุรี โดยเป็นโครงการของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ซึ่งแม้จะเป็นโครงการของเอกชนที่ทำเอง-ใช้เอง ก็ถือว่าน่าสนใจ การใช้ขี้หมูจากในฟาร์มทำเป็นแก๊สชีวภาพผลิตไฟฟ้าใช้ในฟาร์มนี้ สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าลงไปได้ถึง 30% ต่อเดือน หรือคิดเป็นตัวเงินแล้วก็ประหยัดไปได้ถึงเดือนละประมาณ 220,000 บาท

 ไบโอแก๊ส-แก๊สชีวภาพจากขี้หมู ก็ถือว่าเป็น “พลังงานทาง เลือก” อีกรูปแบบที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้ แก๊สชีวภาพหรือไบโอแก๊สเป็นแก๊สที่เกิดขึ้นจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย วัตถุ ในกระบวนการ ย่อยสลายโดยไม่ต้องอาศัยออกซิเจนจะเกิดแก๊สชีวภาพขึ้น และในแก๊สชีวภาพนี้ก็ประกอบด้วย ก๊าซมีเทน (CH4), คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) และก๊าซไนโตรเจน (N2) ซึ่งคุณสมบัติของก๊าซมีเทนนั้นเป็นก๊าซที่ติดไฟได้ ดังนั้น “แก๊สชีวภาพ” ที่มีมีเทนอยู่เป็นจำนวนมากจึงสามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนได้

สามารถใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้

สมควร ชูวรรธนะปกณ์ รองผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ บอกว่า... ทางบริษัทได้ทำการศึกษาระบบบ่อหมักไบโอแก๊สหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในฟาร์มสุกรขนาดต่าง ๆ กัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะฟาร์มของบริษัทเท่านั้น แต่รวมถึงฟาร์มของเกษตรกรด้วย โดยมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการเลี้ยงสุกรกับ ทางบริษัท สร้างระบบบำบัดมูลสุกรในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากระบบไบโอแก๊ส
“บ่อหมักไบโอแก๊สไม่เพียงให้ แก๊สมาเป็นพลังงานทดแทน แต่ยังมีกากมูลสุกรเพื่อใช้ทำเป็นปุ๋ยปรับปรุงดิน รวมทั้งน้ำที่ผ่านการบำบัดยังสามารถหมุนเวียนมาใช้ในแปลงเกษตรได้ด้วย”
ใน ฟาร์มเลี้ยงสุกรแต่ละแห่งนั้น แต่ละวันจะมีมูลสุกรเป็นจำนวนมาก ทำให้มีปัญหาเรื่องส่งกลิ่นเหม็นและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน นอกจากจะสร้างความรำคาญต่อชุมชนแล้วยังสร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม โดยในขี้หมูนั้นมีก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ผสมอยู่ ซึ่งก๊าซทั้ง 2 ชนิดเป็นอันตรายต่อชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อมีการคิดค้นหาวิธีจัดการกับมูลสุกร และศึกษาการนำมูลสุกรมาเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนคือไบโอแก๊ส เพื่อใช้ผลิตเป็นไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านกระแสไฟฟ้า และลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

สำหรับรูปแบบของบ่อหมักมูลสุกรที่ใช้ผลิตไบโอแก๊ส ที่ฟาร์ม แห่งนี้ทำในระบบบ่อหมักแบบพลาสติกคลุมบ่อ หรือระบบ Cover Lagoon “เป็นบ่อหมักปิดสนิท ไม่มีปัญหากลิ่นเหม็นและแมลงวัน ซึ่งการทำลงทุนไม่สูง ใช้เวลาสร้างไม่นาน” แค่นำพลาสติกมาคลุมบ่อหมักที่ทุกฟาร์มจะต้องมีกันอยู่แล้ว โดยบ่อหมักแบบนี้จะใช้ระยะเวลาในการหมักให้เกิดแก๊สประมาณ 10-20 วัน จากนั้นแก๊สที่เกิดขึ้นมาจะถูกส่งผ่านไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือ Generator เพื่อผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าไปใช้ในฟาร์มต่อไป

กับฟาร์มที่กาญจนบุรียังได้พัฒนาบ่อหมักให้มีระบบชักกากได้ด้วย ทำให้สามารถชักเอากากตะกอนในบ่อหมักออกมาได้ ช่วยแก้ปัญหากาก ตะกอนเต็มเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปิดพลาสติกเพื่อขุดกากออก

“กากที่ได้จากระบบจะมีไนโตรเจน 3.67%, ฟอสฟอรัส 4.63%, โพแทสเซียม 0.38%, แคลเซียม 8.23%, แมกนีเซียม 1.53% และโซ เดียม 0.21% เหมาะที่จะนำไปเป็นอาหารให้กับพืช และน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดด้วยระบบนี้จะเป็นน้ำที่มีคุณภาพผ่านเกณฑ์กรมควบ คุมมลพิษด้วย” ... รองผู้จัดการบริหารซีพีเอฟระบุ

ด้าน วิโรจน์ ใจบุญมา ผู้จัดการฝ่ายผลิตกิจการสุกรพันธุ์ 3 ก็เสริมว่า... การทำให้เกิดไบโอแก๊สนั้น เกิดได้เพราะน้ำเสียที่อยู่ในบ่อหมักจะเป็นตัวที่มีโปรตีน ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในบ่อได้กินเป็นอาหาร ก็จะทำให้เกิดเป็นแก๊สขึ้นมา โดยบ่อบำบัดของที่ฟาร์มมีอยู่ 2 บ่อ มีขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร และลึก 5 เมตร มีเครื่องปั่นไฟ 3 เครื่อง ขนาด 109 กิโลวัตต์ 1 เครื่อง และขนาด 70 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง

“สามารถผลิตไฟฟ้าจากไบโอแก๊สได้ 80,000 กิโลวัตต์ ต่อ 1 วัน” ...วิโรจน์กล่าว และยังบอกด้วยว่า... สำหรับฟาร์มของเกษตรกรก็สามารถทำระบบแบบนี้ได้เลย เพราะทุกฟาร์มจะต้องมีบ่อเก็บมูลสุกรอยู่แล้ว “แค่ลงทุนค่าพลาสติกที่ใช้คลุมบ่อ และค่าเครื่องปั่นไฟ ค่าใช้จ่ายในการทำประมาณ 200,000-300,000 บาท ฟาร์มทั่วไปถ้าทำระบบแบบนี้ก็จะช่วยลดค่าไฟฟ้าในฟาร์มได้ถึง 30-50% เลยทีเดียว”

 

มูลสุกรสู่ก๊าซหุงต้ม งานวิจัยคุณภาพ จากมทร.ธัญบุรี
  
เมื่อโลกกำลังเผชิญ กับภาวะวิกฤติเรื่องเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล ทั่วโลกกำลังคิดค้นพลังงานทดแทน และหนึ่งในงานวิจัยคุณภาพ คือ งานวิจัยเรื่อง มูลสุกรสู่ก๊าซหุงต้ม จาก ภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหการ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

 

มูลสุกรสู่ก๊าซหุงต้ม งานวิจัยคุณภาพ จาก มทร.ธัญบุรี

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของกรมประสัมพันธ์ และ วิชาการดอทคอม
ที่มา ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการประชาสัมพันธ์
 


มูลสุกร สู่ก๊าซหุงต้ม งานวิจัยคุณภาพ จาก มทร.ธัญบุรี



ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง อันเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ด้วยการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ ในปริมาณที่สูงมากจนกลายเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกลายเป็นปัญหารุนแรงของ สังคม การหันมาใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนในธรรมชาติรอบตัวเช่น ลม แสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวลจากพืชและสัตว์ สามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหา

เช่นเดียวกับงานวิจัยสร้างสรรค์ชิ้นนี้ นั่นคือ “ การศึกษาประสิทธิภาพการบรรจุก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลสุกรลงถังก๊าซหุงต้มด้วยชุดบรรจุก๊าซชีวภาพแบบใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ” ผลงานกลุ่มนักศึกษา ซึ่งประกอบด้วย นายศุภชัย สุพวงแก้ว, นายธีระเทพ คะโมระวงศ์ และนายศรชัย สามบุญศรี นักศึกษาชั้นปีที่ 5 ภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหการ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยอาจารย์ชัยรัตน์ หงษ์ทอง เป็นที่ปรึกษาตลอดงานวิจัย

'โจ' ธีระเทพ คะโมระวงศ์ ตัวแทนกลุ่ม เผยถึงจุดเริ่มต้นของการคิดค้นก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลสุกร ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น การใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และสามารถนำมาใช้เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม

'ปัจจุบัน การใช้ก๊าซชีวภาพในประเทศไทยยังไม่มากเท่าที่ควร ก๊าซที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจมีราคาสูงในอนาคต จึงเกิดแนวคิดที่นำก๊าซชีวภาพมาบรรจุลงถังก๊าซหุงต้มแทนก๊าซ LPG ที่ใช้กันอยู่ เป็นการจัดเก็บพลังงานเพื่อใช้ต่อไป สำหรับการบรรจุก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลสุกร ต้องใช้ต้นกำลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1.5 HP ใช้เวลาในการบรรจุใส่ถังก๊าซหุงต้มจากความดันที่ 180 Psi ใช้เวลา 11.24 นาที และเมื่อนำก๊าซชีวภาพที่ทำการบรรจุได้ มาเปิดเพื่อใช้งาน เวลาที่ใช้งานคือ 40.96 นาที'

สำหรับหลักการทำงานมีดังนี้
1. การต่อท่อดูดก๊าซชีวภาพ จากบ่อหมักมูลสุกรเข้าสู่ชุดบรรจุก๊าซชีวภาพ
2. ต่อท่อเพื่อปล่อยก๊าซชีวภาพจากชุดบรรจุก๊าซสู่ถังก๊าซหุงต้ม
3. เปิดสวิชต์ชุดบรรจุก๊าซชีวภาพ กระบอกสูบจะทำหน้าที่ดูดก๊าซ เมื่อความดันถึง 180 Psi เครื่องจะหยุดทำงานอัตโนมัติ โดยมีสวิชต์ความดันควบคุม ขั้นตอนสุดท้ายถอดสายต่อท่อต่างๆ ทั้งท่อต่อและท่อปล่อย แล้วนำก๊าซชีวภาพที่อยู่ในถังก๊าซหุงต้มไปใช้งาน

'จาก ผลการทดสอบดังกล่าว พบว่าด้วยกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1.5 HP ใช้เวลาในการบรรจุก๊าซชีวภาพความดันที่ 180 psi ในเวลา 11.24 นาที เปิดใช้งานได้ 40.96 นาที ค่าสิ้นเปลืองไฟฟ้าคิดเป็นจำนวน 0.56 บาทต่อการบรรจุหนึ่งครั้ง ด้วยต้นทุนของเครื่องอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท นอกจากสามารถหุงต้ม ทำอาหารได้เหมือนก๊าซทั่วไปแล้ว น้ำหนักยังเบากว่าอีกด้วย เป็นอีกวิธีที่ทำให้สิ่งไร้ค่าและเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม กลับก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์มากมายมหาศาล' โจ ตัวแทนกลุ่มสรุปผลงานวิจัย




วัสดุที่ใช้
1. ถังขนาด 1,000 ลิตร (ถังบรรจุสารเคมีเก่า ราคา 1,000-1,500 บาท)
2. ท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 นิ้ว
3. ถังพลาสติกสีน้ำเงิน ขนาด 200 ลิตร
4. ถังพลาสติกสีน้ำเงิน ขนาด 100 ลิตร
5. หัวเตาแก๊ส
6. กาว 2 ตัน
7. วาล์วเปิดปิด ,กิ๊บรัดท่อแก๊ส
8. ท่อแก๊ส

ขั้นตอนการผลิต
 
 1. ถังหมักแก๊ส
     1.1 นำถังขนาด 1,000 ลิตร มาเจาะรู 2 รู ตามขนาดของท่อพีวีซี และท่อแก๊ส
     1.2 นำท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 นิ้ว ความยาว 60 เซนติเมตร ใส่ลงใน
รูที่เจาะให้ท่อห่างจากพื้น 30-40 เซนติเมตร ใช้กาว 2 ตัน อุดรอบๆรอยเจาะเพื่อไม่ให้
อากาศออกได้(สำหรับเป็นท่อเติมเศษอาหาร มูลสัตว์)
     1.3 นำท่อแก๊สใส่รูที่เจาะ ใช้กาว 2 ตัน อุดรอบๆรอยเจาะเพื่อไม่ให้อากาศออกได้
(สำหรับให้แก๊สไหลไปยังที่พักแก๊ส)

2. ถังเก็บแก๊ส
    2.1 นำถังพลาสติกสีน้ำเงิน ขนาด 200 ลิตร เปิดฝาบรรจุน้ำเกือบเต็ม
    2.2 นำถังพลาสติกสีน้ำเงิน ขนาด 100 ลิตรเปิดฝา คว่ำลง เจาะก้นถัง 2 รู
รูแรกใส่ท่อแก๊สและต่อท่อแก๊สไปถังหมัก 1,000 ลิตร
    2.3 รูที่สองใส่ท่อแก๊สและต่อไปยังเตาแก๊สที่เตรียมไว้
    2.4 นำถังพลาสติกสีน้ำเงิน ขนาด 100 ลิตรที่เจาะรูใส่ท่อแก๊สแล้ว
คว่ำลงใส่ในถังพลาสติกสีน้ำเงิน ขนาด 200 ลิตร ตามภาพ

3. เตาแก๊ส
    3.1 ปรับแต่งหัวเตาแก๊ส โดยการใช้ตะปูตีขยายรูแก๊สออกให้กว้างขึ้น เพื่อให้แก๊ส
ไหลออกได้สะดวก เนื่องจากแก๊สชีวภาพมีแรงดันต่ำ
    3.2 ท่อแก๊ส / วาล์วเปิดปิด ที่เชื่อมตามจุดต่างๆ เช่นจากถังหมักแก๊สไปยังถังเก็บแก๊ส
หรือจากถังเก็บแก๊สไปยังหัวเตา ควรรัดกิ๊บและทากาว 2 ตัน เพื่อป้องกันการรั่วออกของแก๊ส

4. การใช้แก๊ส
    4.1 แก๊สที่ถ่ายเทมาจากถังหมักจะไหลเข้ามาที่ถังเก็บแก๊ส สังเกตได้จากถัง100 ลิตร
จะลอยขึ้นเมื่อมีแก๊ส
    4.2 การใช้แก๊ส ให้เปิดวาล์วแล้วจุดด้วยไฟ ใช้ก้อนอิฐวางกดทับถังไว้เพื่อเพิ่มแรงดันให้แก๊ส

 5. วัตถุดิบในการหมัก
     5.1 วัตถุดิบในการหมัก นั่นก็คือ ขี้หมู ขี้วัว เศษอาหารเหลือทิ้ง
     5.2 นำขี้หมู ขี้หมู ขี้วัว เศษอาหารเหลือทิ้ง ผสมน้ำแล้วเทใส่ถังหมักโดยให้อยู่
ระดับ 2 ใน 3 ส่วนของถัง หมักไว้ 10-15 วันก็จะได้แก๊ส โดยแรกๆ แก็สอาจจะ
จุดติดยากเนื่องจาก แก๊สมีส่วนผสมของอากาศปนอยู่มาก พอใช้ไปนานๆ ก็จะจุดติดได้ดีขึ้น
     5.3 เติมขี้หมู เศษอาหาร ทุกวันๆละ 2 กิโลกรัม เพื่อให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์
จะได้มีแก๊สมากๆ (ห้ามใส่เศษอาหาร อาหารที่มีรสเปรี้ยวลงในถังหมัก)
     5.4 ถ่ายน้ำหมักออกทุก 45 วัน (นำไปพักไว้ในหลุมที่เตรียมไว้สำหรับเป็นปุ๋ย
รดผักสวนครัว หรือไม้ผลต่างๆต่อไป) 





Size : 50.98 KBs
Upload : 2011-10-27 22:56:05

1/0
<<
1
>>


2


tk
Share
: ผู้ใช้ทั่วไป
วิทยาศาสตร์


Princess Chulabhorn's College Lopburi :: http://www.pccl.ac.th
216 m.1 Huoypong ,Khoksamrong ,Lopburi 15120 Tel. 036650260-1 E-mail pccllopburi@hotmail.com


Generated 0.656128 sec.